สุดสลด ครูหงายหลังล้มกลางงานอบรม เสียชีวิตต่อหน้าเพื่อนครู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์คลิป ระบุว่า “ครูโรงเรียนวัดป่าประดู่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ล้มในงานเกษียรณ” โดยเหตุการณ์ในคลิปพบว่า ครูคนดังกล่าวกำลังพูดในงานอบรมแห่งหนึ่งถึงความภูมิใจที่ได้มาทำงานและเห็นน้องๆ ทำงาน และระหว่างพูดอยู่เกิดอาการนิ่งหยุดพูดกะทันหันและล้มหงายหลังทันที

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยคุณครูคนดังกล่าว เป็นครูประจำชั้น ม.1 อายุ 57 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในงานอบรมครู หลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ครูได้เสียชีวิตลง และญาติได้เคลื่อนศพไปที่บ้านเกิด จ.มุกดาหาร แล้ว

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

แม่สุดช็อก!! สายแล้วลูกสาวยังไม่ไปทำงาน เดินไปหาที่บ้าน-มองลอดประตู เห็นศพลอย

เมื่อเวลา 08.30 น วันที่ 11 ม.ค. พ.ต.ท.วิริยะ คิดบา สารวัตรเวร สภ.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านหนองนกยูง ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ว่ามีคนผูกคอเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน หมู่ 1 บ้านหนองนกยูง ให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ หลังจากได้รับแจ้ง จึงไปตรวจสอบ พร้อมแพทย์เวร โรงพยาบาลทัพทันและกู้ภัยอุทัยธานี

บริเวณบ้านที่เกิดเหตุอยู่ติดกับถนนสายตลุกดู่–หนองฉาง มีชาวบ้านและครูของโรงเรียนอนุบาลวัดหนองขุนชาติ (อุทิศพิทยาคาร) ต่างมายืนมุงดูด้วยความเศร้าสลด บริเวณกลางบ้าน พบศพหญิงสวมชุดนอน ใช้เชือกไนล่อนสีเขียว ผูกคอโยงกับจั่วไม้แปรหลังคาบ้าน เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ทราบชื่อผู้ตาย คือ น.ส.เหมรดี  อายุ 46 ปี อยู่หมู่ 1 บ้านหนองนกยูง ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็นครูชำนาญการโรงเรียนอนุบาลวัดหนองขุนชาติตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้ตายได้ใช้เก้าอี้ปีนขึ้นไปแล้วใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกติดกับจั่วไม้หลังคาบ้านและผูกคอตัวเอง หลังจากนั้นผู้ตายได้ถีบเก้าอี้ให้ล้มลง ทำให้ร่างห้อยลงมา เชือกรัดคอเสียชีวิตดังกล่าว ตรวจสอบภายในที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด พบเพียงผู้ตายได้เขียนข้อความไว้ด้านหลังปฏิทิน บอกกับน้องสาวว่า “มาถึงแล้วช่วยดูแลแม่ จัดการด้วยนะคะ ขอบคุณมากคะ อย่าเพิ่งเข้าห้องจุ๋มนะคะ รอจิ๊กก่อน กุญแจรถอยู่ตรงนี้ กุญแจห้องอยู่ในตู้ และพวงกุญแจที่ประตูเหล็ก” เจ้าหน้าที่จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานจากการสอบถามนางอารี อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นแม่ของผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายมีอาชีพเป็นครู และตนเองได้ยกบ้านให้ผู้ตายอยู่อีกหลังหนึ่ง ซึ่งผู้ตายก็อยู่คนเดียว ส่วนตนเองก็อยู่อีกหลังหนึ่ง ซึ่งผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งผู้ตายจะกินยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำ และยังมีเนื้องอกในท้อง ถ้าไม่ได้กินยาผู้ตายจะเครียดและเจ็บปวด ซึ่งผู้ตายไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน แต่จะเครียดกับการเป็นโรคส่วนตัวเท่านั้นในวันที่เกิดเหตุ ปกติผู้ตายจะตื่นก่อนตนเองเป็นประจำ และไปโรงเรียน ก็จะมาเรียกตนเองทุกเช้า แต่วันนี้ในช่วงเช้าตนเองได้ยินเสียงผู้ตายได้ถอยรถเก๋ง ออกมาจากบ้าน มาจอดไว้หน้าบ้าน และได้ยินเสียงปิดประตูเล็ก หลังจากนั้นช่วงสาย ตนเองก็ออกจากบ้าน เปิดประตูมาก็ยังเห็นรถผู้ตายจอดอยู่ จึงเดินไปดูที่บ้าน และมองผ่านประตูเหล็กไปยังในบ้าน ก็ต้องตกใจอย่างมาก เมื่อเห็นลูกสาวผูกคอ ร่างลอยจากพื้น จึงได้เรียกเพื่อนบ้าน ที่ผ่านไปมาให้มาช่วย และแจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านที่เป็นหลานสาวให้มาดู แต่ผู้ตายก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงให้หลานโทรศัพท์แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว

ด้านนายสมศักดิ์ หนองคาย รอง ผอ.โรงเรียนวัดหนองขุนชาติ กล่าวว่า ผู้ตายมักจะพูดคุยกับตนเองเป็นประจำ และบ่นว่าคิดถึงน้องสาว และคุยกันทางไลน์กับน้องเป็นประจำ และบ่นว่าจะไปหาหมอ ตนเองก็ถามว่าเป็นอะไร ผู้ตายก็บอกว่าเป็นเนื้องอกในท้อง ซึ่งผู้ตายเครียดเรื่องโรคส่วนตัว ส่วนเรื่องงานผู้ตายไม่มีปัญหาอะไร ถือเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี เป็นที่รักของครู และเพื่อนๆมาก

ที่มา>>>ข่าวสด

ชีวิตรันทด สองตายาย ลูกเอาบ้านไปจำนองทิ้งหนี้ก้อนโตพร้อมหลาน 2 คน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีสองตายายอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 161 หมู่ 1 ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ สภาพบ้านผุพังอยู่อย่างยากลำบาก อีกทั้งยังต้องรับภาระเลี้ยงหลานอีก 2 คนที่ลูก ๆ ทิ้งไว้ให้เลี้ยงตั้งแต่แบเบาะแล้วไปทำงานกรุงเทพฯ โดยไม่ได้กลับมาดูแลอีกเลยจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกติดอยู่กับพื้นดินฝาและพื้นบ้านทำจากฝากไม้ไผ่ หลังคาสังกะสีเก่า ๆ สภาพผุพังบางแห่งก็เป็นช่องโหว่ต้องใช้ป้ายโฆษณาปิดไว้นางโสภา กุกิ่ง อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนเองกับสามีคือนายเหล็ก กุนกิ่ง อายุ 65 ปี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ลูกทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 3 คน โดยคนโตทั้ง 4 คนไปทำงานกรุงเทพเกือบ 10 ปีแล้ว โดยที่ได้ทิ้งหลานไว้ให้เลี้ยง 2 คน ตั้งแต่อายุเพียง 4 เดือน ทิ้งภาระให้ตนกับสามีเลี้ยงดู กระทั่งปัจจุบันนี้หลานทั้ง 4 คนอายุได้ 12 ปีแล้ว ก็ไม่ติดต่อกลับมาบ้านเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกทั้งก่อนไปยังได้นำที่ดินที่ปลูกบ้านหลังนี้ไปจำนองไว้กับธนาคารกู้เงินออกมาแล้วก็ปล่อยให้ตนรับภาระหนี้ โดยที่ลูก ๆ ไม่ได้ส่งเงินมาใช้หนี้เลยแม้แต่บาทเดียว นอกจากนั้น ตนก็ยังมีลูกสาวคนสุดท้องอีก 1 คนที่อยู่ด้วยปัจจุบันอายุ 18 ปีกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6นางโสภา เปิดเผยต่อว่า ปัจจุบันรายได้ของครอบครัวมาจากการที่สามีไปรับจ้างขับรถไถได้วันละ 300 บาท แต่ก็ไม่ได้ไปทุกวัน และมีรายรับจากเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุคนละ 500 บาทต่อเดือน แต่ก็ไม่พอสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะลูกสาวที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ก็ต้องใช้เงินในการศึกษาเล่าเรียน ค่าบำรุงการศึกษา ค่าเทอม ปีนี้ก็ยังไม่ได้จ่าย จึงได้แต่บอกลูกว่าขอผัดผ่อนโรงเรียนไปก่อน และในอีกไม่นานลูกก็จะจบ ม.6 ลูกก็อยากจะเรียนต่อโดยใฝ่ฝันไว้ว่าจะเป็นตำรวจหรือไม่ก็เป็นหมอ เพื่อที่จะดูแลพ่อกับแม่และหลาน ๆ ได้ แต่ตนก็ยังไม่มีหนทางที่จะหาเงินเพื่อส่งเสียให้ลูกเรียนตามความใฝ่ฝันได้เลย14664173511466417378lนางโสภา เปิดเผยถึง ชีวิตความเป็นอยู่ในขณะนี้ว่าเดือดร้อนมากเพราะตนก็มีโรคประจำตัวหลายโรคต้องเดินทางไปพบหมอเป็นประจำซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ในบางครั้งไม่มีเงินไปหาหมอ ยาก็หมด ก็ต้องทนกับอาการเจ็บป่วย ส่วนสามีก็อายุมากแล้วไปรับจ้างขับรถไถกลับมาก็บ่นว่าปวดเมื่อยมาก อยากจะหยุดก็หยุดไม่ได้ อาหารการกินบางครั้งเพื่อนบ้านก็หยิบยื่นมาให้ และได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อที่แบ่งปันอาหารที่ชาวบ้านใส่บาตรมาให้ ส่วนงานบ้านก็ได้หลานทั้ง 2 คนช่วยเหลือเป็นอย่างดี ตนจึงขอความเมตตาจากท่านผู้ใจบุญให้การช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้าน อีกทั้งอยากขอทุนการศึกษาให้แก่ลูกสาวและหลานทั้ง 2 คนได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ทำงานดี ๆ จะได้ไม่เดือดร้อนลำบากเหมือนกับตนเองและสามี

ท่านที่ต้องการให้ความช่วยเหลือสามารถนำสิ่งของไปช่วยเหลือได้โดยตรงที่บ้านเลขที่ 161 หมู่ 1 ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ หรือจะโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาหล่มเก่า หมายเลขบัญชี 302-8-00416-1 นางโสภา กุกิ่ง หรือจะโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 090 – 2942806 (น้องแพรว)

ที่มา>>>ข่าวสด