ระทึกกลางกรุง! ตึกกำลังก่อสร้างตรงบีทีเอสเพลินจิต ตึกดูเอียงจนหวาดเสียว

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 15 ส.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊คได้โพสต์ภาพโครงสร้างอาคารสูงที่กำลังก่อสร้างตรงข้ามตึกมหาทุน ใกล้สถานีบีทีเอส เพลินจิต เกิดเอียงจนเกรงว่าจะเกิดอันตราย โดยผู้โพสต์ระบุว่า ณ สถานีเพลินจิต ตรงโครงการสร้างตึกใหม่ตรงข้ามตึกมหาทุน น่ากลัวจะหัก (ตึกNobleติดๆกันด้วย) #js100radio ช่วยประสานต่อที

ขณะเดียวกัน มีคนเข้ามาแสดงความเห็น ว่าอาจเป็นดีไซน์การออกแบบก่อสร้างตึกแบบใหม่ ให้ดูลาดเอียง เพื่อความสวยงาม อย่างไรก็ตาม ได้มีการประสานเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบว่าเป็นการเอียงจริงหรือไม่ 

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

2แม่ลูกรอดตายปาฎิหาริย์ ปิกอัพตกเหวแม่สอด-อุ้มผาง เชื่อหลวงพ่อช่วยชีวิต

วันที่ 13 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ตาก ว่า เกิดเรื่องเหลือขึ้น เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊คว่า “ตรี ปากน้ำโพธิ์” เผยแพร่คลิปวิดีโอจากหน้ารถปิกอัพคัน เผยให้เห็นวินาทีสุดระทึก ขณะรถปิกอัพกำลังขับอยู่บนเส้นทางถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง และเกิดเสียการควบคุมที่บช่วงทางโค้งจุดอันตราย ซึ่งเป็นเหวลึก ส่งผลทำให้รถพุ่งตกเหวลึกกว่า 200 เมตร และพุ่งแบบหมุนควงสว่านลงเหวลึกด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของคนในรถ ก่อนที่อีกไม่กี่วินาทีต่อมา รถยนต์คันนี้จะสงบนิ่งในสภาพล้อชี้ฟ้า ในสภาพพังเสียหายยับเยินอยู่ก้นเหวลึก ก่อนที่คลิปวีดีโอจะถูกตัดภาพไป

ผู้โพสต์คลิประบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ส.ค. เวลาประมาณ 13.00 น. บนเส้นทางถนนสาย อุ้มผาง-มาแม่สอด ช่วงบ้านอุ้มเปี้ยม ขณะที่สองแม่ลูก คือ ด.ญ.เฌอเอม กับครูแม้ว ซึ่งเป็นแม่ กำลังจะเดินทางกลับบ้าน รถเกิดเสียหลักตกเขา ซึ่งลึกชัน รถตกลงไปประมาณ 200 เมตร จนพลิกคว่ำตีลังกาหลายตลบ จนรถพังยับเยิน แต่ ด.ญ.เฌอเอม และแม่ ซึ่งเป็นคนขับรถ ไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีแม้แต่รอยถลอก
ผู้โพสต์ระบุว่า ด.ญ.เฌอเอม ซึ่งเป็นหลานเล่านาทีเกิดเหตุว่า เห็นแต่ท้องฟ้าขาวๆ แล้วก็ดินดำๆ มืดๆ สลับกันอยู่อย่างนั้นนานมาก จนกระทั่งรถหยุดนิ่งหงายท้องอยู่กับที่ ก่อนที่ทั้งแม่และลูกจะถีบกระจกออกจากรถและปีนเขาจับต้นไม้ดึงตัวเองขึ้นมา ก่อนที่จะมีคนส่งเชือกให้จับ

“ในตัวหลานสาว ผมได้นำล็อกเก็ตหลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อมาเลี่ยม ด้านหลังผมติดสีผึ้งหลวงพ่อเดิมและตะกรุดกั่น มีเหลวงพ่อโอนเลี่ยมให้คล้องติดคออยู่องค์เดียวเท่านั่น ผมสั่งหลานไว้ว่าห้ามถอดออกเด็ดขาด จนมาวันนี้ประสบเหตุอย่างที่เห็น ไม่คิดว่าเป็นเพราะบารมีครูอาจารย์คุ้มครองจะให้คิดว่าอย่างไรครับ” ผู้โพสต์ระบุ พร้อมชี้แจงเรื่องวันเวลาในกล้องไม่ตรงกับวันที่เกิดเหตุเนื่องจากไม่ได้ตั้งวันเวลา โดยวันที่เกิดเหตุคือ วันที่ 11 ส.ค. 2560 ส่วนใครที่สงสัยสามารถโทร.ไปสอบถามได้ที่จุดรับแจ้งเหตุ จุดตรวจเชิงดอย สภ.พบพระ จ.ตาก รถที่ประสบอุบัติเหตุ ทะเบียน กบ 602 จ.นครสวรรค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ เส้นทางถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง เป็นเส้นทางยาวกว่า 168 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางภูเขาสูงชัน จนชาวบ้านหลายคนกล่าวขานว่าเป็นถนนปราบเซียน เนื่องจากถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างอันตรายมีเหวลึก สลับกับทางโค้งกว่า 1,219 โค้ง เกือบตลอดเส้นทาง และมักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา เพราะผู้ประสบอุบัติเหตุรอดปลอดภัยอย่างปาฎิหาริย์ ทั้งที่จุดเกิดเหตุเป็นเหวลึก

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

หนุ่มโพสต์วอนเห็นใจ โดนตร.ถีบจยย.ล้มจนบาดเจ็บ ผกก.โต้ทันทีเมาแล้วขับแหกด่าน

แชร์ว่อน หนุ่มโพสต์ร้องทุกข์โดนตำรวจตั้งด่านถีบขยย.ล้มจนบาดเจ็บสาหัส โดยผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ โบโบ้ ซัง ได้โพสต์งว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อโบ้ ผมอยากจะร้องขอความเป็นธรรม ให้ทุกคนได้รับรู้ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดมาก ก็ผมขับรถไปเจอด่านสภ…….เวลา 01.00 น.กว่าคับ ผมไปส่งเพื่อนกลับบ้าน ผมเห็นด่าน แต่จอดไม่ทัน โดนตำรวจถีบจนล้ม อาการสาหัส ไหปลาร้าหัก แขนหัก แต่เพื่อนของผม ไม่ทราบว่าเค้าทำอะไรผิด เค้าได้หนีไป ซึ่งผมเองไม่ได้รู้เรื่องอะไร ผมกับโดนจับเมาแล้วขับ14407731_10210161706057438_2103586985_nแต่ผมทราบดีว่าผมผิด ผมไม่ได้ทำผิดถึงกับฆ่าคนตาย ผมลุกขึ้นไม่ไหว ตำรวจได้เตะผมและสั่งให้ผมยกรถขึ้น แต่ผมลุกไม่ขึ้น ตำรวจพาไปโรงบาลเอกชนที่แพงผมไม่มีเงินจะเสีย หมอบอกให้ผมไปหาโรงบาลรัฐบาล จะได้เสียน้อยหน่อย แต่ตำรวจกับพาผมไปโรงพักแทน และเรียกเงินผม 15,000 ให้มาประกันในโรงพัก ซึ่งพี่สาวผมหาไม่ได้ แต่ขอให้พาผมไปโรงบาลก่อน
แต่ตำรวจไม่ยอมแล้วจับผมส่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนบอกว่าอำนาจอยู่กับคนจับ ไม่ยอมให้กับผมไปหาหมอ ผมปวดมาก ผมเป็นคนไม่ใช่สัตว์ ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยอยากจะให้ทุกคน ช่วยกันแชร์ให้ ประชาชนทุกคนได้รับรู้ ตำรวจ…. ทำกับผมแบบนี้ (คำพูดทั้งหมดผมสาบานได้ ว่าเป็นคำพูดสัจจริง)”

ด้าน พ.ต.อ.อริยะ พันธ์ฟัก ผกก.สภ. ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุได้สั่งให้พ.ต.ท.ปฏิพล ดิษสลุง ตั้งด่านตรวจความหมั่นคงและความปลอดภัยบริเวณโค้งทางที่จะแยกไปสระบุรี ระหว่างนั้นผู้โพสข้อความได้ขับรถจักรยานยนต์คันเล็กๆ มากัน 2 คน โดยทั้งสองคนเมาแอ๋กันมาทั้งคู่ และได้เล่นพิเรนทร์โดยให้คนซ่อนท้ายเป็นคนจับแฮนรถและบิดคันเร่งทำหน้าที่แทนคนขับ พอมาถึงที่บริเวณจุดตั้งด่านตรวจเจ้าที่ตำรวจก็ได้เรียกจอด ในขณะนั้นมีรถกระบะจอดอยู่ด้านหน้า 1 คัน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจเหมือนกัน

ผู้โพสต์ข้อความได้บิดคันเร่งแหกด่านตรวจพอหลุดจากตำรวจรถจักรยานยนต์ก็จะพุ่งไปชนคนขับรถกระบะที่ถูกตำรวจเรียกลงมาตรวจข้างรถ พอคนขับรถกระบะที่ยืนคุยอยู่กับตำรวจเห็นรถจักรยานยนต์พุ่งเข้ามา จึงได้กระโดดเอาเท้าถีบผู้เสียหายจนรถจักรยานยนต์ล้มลง หลังจากผู้เสียหายรถจักรยานยนต์ล้มลง เพื่อนผู้เสียหายที่เป็นคนบิดคันเร่งได้วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทางเจ้าที่ตำรวจได้ตามจับตัวมาได้ ค้นตัวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้แจ้งรถกู้ชีพมารับตัวผู้บาดเจ็บส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเปาโล ซึ่งผู้บาดเจ็บที่เป็นคนโพสต์ข้อความยังได้บอกยอมรับกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผมบอกกับเพื่อนผมแล้วว่าอย่าบิด อย่าบิด แต่เพื่อนผมไม่ฟังจนทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และในบริเวณที่เกิดเหตุยังมีวินรถจักรยานยนตร์รับจ้าง เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดว่าทางเจ้าที่ตำรวจไม่ได้มีการซ้อมหรือทำร้ายผู้บาดเจ็บตามที่โพสซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมา 2-3 วันแล้ว
พ.ต.อ.อริยะยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการซ้อมผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายโพสต์แต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวของผู้บาดเจ็บที่โพสต์แบบนั้น มีความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ เพราะทำให้ชื่อเสียงของตำรวจเสียหาย

ที่มา>>>ข่าวสด

หึงเมียมัวแต่เล่นเฟซ-แชทไลน์ หนุ่มใหญ่จับเมียแก้ผ้าแล้วเอาหัวโขกพื้นที่ขาดใจตายสยอง

เมื่อเวลา 11.30. วันที่ 11 ก.ย. ร.ต.อ.สุพงษ์ ทองสง่า รองสว.สส.สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุมีทำร้ายร่างกายกันที่ร้านจำหน่ายดอกไม้ชื่อ”ต้นนุ่นฟลาวเวอร์” ตั้งอยู่เลขที่ 118 ถนนปรมินทรมรรคา เขตเทศบาลเมืองชุมพร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพร  ที่เกิดเหตุพบเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านธุรกิจกลางเมืองชุมพร เปิดเป็นร้านจำหน่ายดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง และรับจัดทำนอกสถานที่ตามงานพิธีต่างๆ ภายในร้ายพบสิ่งของกระจัดกระจายไปทั่ว เมื่อขึ้นไปตรวจสอบชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องนอน พบว่าประตูปิดล็อก เจ้าหน้าที่จึงพังประตูเข้าไป พบนายกิตติ เยาว์ยัง อายุ 53 ปี นั่งอยู่ในห้องในสภาพมือเปื้อนเลือด และพบศพนางสุวรรณี แซ่เอี๊ยะ หรือเจ๊คิ้ม อายุ 53 ปี มีผ้าห่มปิดคลุมร่าง  เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดดูถึงกับผงะ เพราะศพอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าเปลือยกายอยู่บนพื้นมีเลือดไหลนอง จากการชันสูตรที่ใบหน้ามีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะ ฟันหักหลายซี่ คล้ายถูกจับกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง ตามลำตัวมีรอยเขียวช้ำหลายจุด เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งไปชันสูตรอย่างละเอียดที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายกิตติ สามีของเจ๊คิ้มผู้ตาย ให้การว่า สาเหตุมาจากความหึงหวง เนื่องจากที่ผ่านมา ได้พบเห็นนางสุวรรณี ภรรยาชอบเล่นเฟซบุ๊คและเล่นไลน์คุยกับลูกค้าอยู่เป็นประจำจนเกิดความระแวงสงสัยทำให้มีปากเสียงทะเลาะกันมาแล้วหลายครั้ง ก่อนเกิดเหตุภรรยาได้ออกไปทำธุระนอกบ้านตั้งแต่เช้า แล้วกลับเข้ามาอีกครั้งบอกว่าจะเอาชุดดอกไม้ไปส่งให้แก่ลูกค้า

“ผมสอบถามจนเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณชั้นล่าง โดยผมลากเมียขึ้นไปในห้องนอนที่ชั้น 2 และจับแก้ผ้าจนล่อนจ้อนแล้วเอาศีรษะโขกกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงหลายครั้งจนเสียชีวิตดังกล่าว”นายกิตติให้การ

ที่มา>>>ข่าวสด

เพื่อนเผยโพสต์สุดท้ายก่อนหนุ่มเกียรตินิยมดับ ใกล้ทางขึ้นภูเขาทอง วัดสระเกศ แม่เผยลูกชายเก็บความรู้สึก

กรณีนายนราวุฒิ พวงเกษร อายุ 28 ปี บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 คณะบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพ เสียชีวิตอย่างปริศนา บริเวณทางขึ้นภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่ฟันธงสาเหตุการตาย เผยผู้ตายมีโลกส่วนตัวสูง และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจคราบเลือด ลายนิ้วมือแฝงบนระฆัง พร้อมจำลองพฤติกรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งตรวจสอบวงจรปิดจับภาพผู้ตายเดินจงกรมบริเวณ หอระฆัง พร้อมทำท่าเหมือนนกบิน ขณะที่แม่ชีได้ยินเสียงกรีดร้อง และระฆังดังเป็นจังหวะ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่สน.สำราญราษฏร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 พ.ต.อ.ต่อเกียรติ พรหมบุตร ผกก.สน.สำราญราษฏร์ ร.ต.อ.อานนท์ ไทรด้วง รองสว.(สอบสวน) สน.สำราญราษฏร์ เรียกนางอำไพ พวงเกษร อายุ 54 ปี มารดาของนายนราวุฒิ พร้อมด้วยพี่ชายของผู้เสียชีวิต เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเจ้าหน้าที่โดยในเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง นางอำไพ กล่าวว่า นายนราวุฒิเป็นลูกชายคนเล็กจากลูกทั้ง 3 คนของตน ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และกำลังจะรับปริญญา ในช่วงระหว่างรอรับปริญญาตนจึงให้ลูกชายมาช่วยดูแลธุรกิจครอบครัว คือร้านอาหารลูกชายมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเคาน์เตอร์ ส่วนตนดูแลเรื่องภายในห้องครัว ในวันเกินเหตุ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ตามจริงแล้วลูกชายตนมีนัดต้องไปงานแต่งงาน เพื่อนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเวลา 19.00 น. ซึ่งมีการจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้วด้วย แต่จู่ๆลูกชายก็มาบอกว่าไม่ไปแล้ว ต่อมาในเวลา 4 ทุ่มลูกชายมาขอเงินตน 500 บาท แล้วไม่ได้ติดต่อลูกชายอีกเลย ก่อนที่ตนจะมาทราบข่าวว่า ลูกชายเสียชีวิตแล้ว

นางอำไพ กล่าวต่อว่า ปกติลูกชายตนเป็นคนร่าเริงและชอบทำบุญ แต่ตนกับลูกชายพักอาศัยอยู่คนล่ะบ้าน เลิกงานแล้วก็จะแยกย้ายกลับบ้านกันเลย ดังนั้นเวลามีปัญหาอะไรลูกชายมักจะไม่เล่าให้ฟัง แต่ตนรู้ดีว่าลูกชายตนมีนิสัยคล้ายผู้หญิง ชอบซื้อเครื่องสำอางมาแต่งหน้า แค่หยดน้ำร้อนกระเด็นใส่แขนเขายังร้อง จนบ้านแทบแตก ตนจึงไม่เชื่อว่าลูกชายตนจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีพิสดารแบบนี้ ตนกังวลว่าลูกชายจะถูกคนที่แอบขึ้นไปนอนอยู่ข้างบนนั่น แอบทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต เพราะลูกชายของตนไปตีระฆังเสียงดัง แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกล้องวงจรและอธิบายถึงแนวทางการสอบสวนแล้วนั้น ตนก็ไม่ได้ติดใจเอาความใดๆ เพราะเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของตำรวจ คงเป็นเพราะลูกชายของตนตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายเองจริง และมีการวางแผนมาก่อนหน้านี้แล้ว

พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่า จากการสอบถามเพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิตตั้งแต่มัธยมต้น อายุ 26 ปี เปิดเผยว่า เพื่อนตนเป็นคนร่าเริง และชอบทำบุญอย่างมาก แต่ถ้ามีเรื่องอะไรที่ทำให้กังวลใจ ผู้ตายก็จะแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน และชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว โดยผู้ตายโพสต์ข้อความสุดท้ายไว้ในเฟซบุ๊คในวันที่ 14 ส.ค. เวลา 21.19 น. มีข้อความว่า “หากเรารู้วันสุดท้ายในชีวิต และสามารถขออะไรก็ได้ เราจะขออะไรจากพรวิเศษเหล่านั้น”

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้อธิบายแนวทางการสอบสวนให้แม่ผู้เสียชีวิตฟังแล้วนั้น แม่ผู้เสียชีวิตก็ไม่ได้ติดใจเอาความใดๆ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทิ้งแนวทางการสอบสวน หากกว่าในระหว่างสอบสวนพบพิรุธ และพบว่าไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตายเอง ก็จะมีเริ่มต้นสอบสวนและชันสูตรพลิกศพอีกครั้ง

ที่มา>>>ข่าวสด