เปิดตัว”รปภ.กำธร”ฮีโรหยิบระเบิดในร้านผ้าป่าตอง ลั่นขอตายแค่คนเดียว!

เปิดตัว “รปภ.กำธร” ฮีโร่หยิบระเบิดในร้านผ้าไช่น่าทาวน์ป่าตองออกไปกลางลานจอดรถ เหตุเพราะกลัวนทท.โดนลูกหลง เบื้องต้น ภาครัฐเอกชนรุดมอบเงินรางวัลร่วม 8 หมื่นบาทแล้ว ด้านผวจ.กระบี่เตรียมยกย่องเป็นคนดีศรีกระบี่เป็นที่เรียบร้อย  จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Dhammatuch Jumpa ได้เผยแพร่เรื่องราวในลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ รปภ.ประจำศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่เป็นผู้เสียสละนำวัตถุต้องสงสัยออกไปยังลานจอดรถเพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมารับเคราะห์ โดยเรื่องราวดังกล่าวมีประชาชนเข้ามาแสดงความเห็นและชื่นชม ก่อนจะมีการแชร์ต่อๆออกไปจำนวนมาก

โดยในเนื้อหาระบุว่า

“ฮีโร่ที่ตำรวจไทยแกล้งลืม” นี้คือลุงกำธร เกตุแก้ว ชาวอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มีอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศูนย์การค้าไชน่าทาวน์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เรื่องราวมีอยู่ประมาณว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณ 18:40 น. มีชายต้องสงสัยสองคนทำทีมาซื้อเสื้อผ้าในร้านผ้าของไชน่าทาวน์ แต่ไม่ได้ซื้อสิ่งใดไป และได้ทิ้งถุงที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่มีผ้าห่ออะไรบางอย่างพันกับมือถือและสายไฟหลายสายต่อกับมือถือ ทางพนักงานขายชายซึ่งเป็นชาวเนปาล (ถ้าจำไม่ผิด) ได้แจ้งให้ลุงกำธรมาดูถุงดังกล่าว เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ลุงกำธรเห็นถุงใส่โทรศัพท์ดังกล่าวตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ลุงกำธรคิดว่าน่าจะเป็นระเบิดของผู้ไม่ประสงค์ดี ลุงกำธรจึงนำถังน้ำมาแล้วจับโทรศัพท์มือถือพร้อมสิ่งพันธนาคารเครื่องนั่นใส่ลงในถังน้ำ แล้วพาวิ่งไปที่ลานจอดรถของศูนย์การค้าที่อยู่ห่างไปประมาณ 50-60 เมตร ซึ่งเป็นที่โล่ง

   ด้วยลุงกำธรคิดว่าถ้าเป็นระเบิดจริงจะทำให้มีคนตายมากมายซึ่งรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้า คนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ลุงกำธรคิดอย่างเดียวว่า ให้ตัวเองตายคนเดียวดีกว่าให้คนอื่นตาย คิดได้ดังนั้นลุงกำธรจึงตัดสินใจนำถังน้ำที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่คิดว่าติดระเบิดนำวิ่งไปตั้งไว้ที่ลานจอดรถให้ห่างฝูงชน แล้วลุงกำธรก็ได้แจ้งหัวหน้าให้ทราบเป็นการเร่งด่วน ทางหัวหน้าลุงกำธรได้โทรแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ไม่นานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วหลังจากนั้นเรื่อราวก็เงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความดีและความเป็นฮีโร่ของลุงกำธรก็พลอยเงียบหายไปด้วย เรื่องราวของฮีโร่คุณลุงท่านนี้ก็มีเพียงเท่านี้ นี่ไงคือเรื่องราวของฮีโร่ที่ตำรวจไทยแกล้งลืม .. ขอคาราวะลุงกำธรจากใจจริงครับ .. DMT ^^ (ขออภัยต้องขอแก้ไขอำเภอและจังหวัดของคุณลุงครับ คุณลุงเป็นคนอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ต้องขออภัยพี่น้องชาวตรังมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) #กระทรวงยุติธรรม #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ฝ่ายความมั่นคง

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้ 14 ส.ค.59 นางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์นายก เทศมนตรีเทศบาลเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พร้อมคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่ร้านจำหน่ายผ้าตลาดไชน่าทาวน์ป่าตอง เพื่อมอบเงินส่วนตัวจำนวน 30,000 บาท เป็นขวัญและกำลังใจ ให้แก่นายกำธร เกตุแก้ว พนักงานรักษาความปลอดภัย เนื่องจากถือว่าเป็น ฮีโรที่พบเห็นและหยิบวัตถุต้องสงสัยในร้านผ้าไชน่าทาวน์ป่าตองออกไปกลางลานจอดรถ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะโดนลูกหลง  ด้านนายกำธร เกตุแก้ว พนักงานรักษาความปลอดภัย ตลาดไชน่าทาวน์ป่าตองเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า วันนั้นตนกำลังจะเลิกงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีระเบิด ตนจึงมาตรวจสบอพบว่าเป็นระเบิดจริง คิดว่าถ้าเกิดระเบิดขึ้นมาตรงนั้นจะทำให้มีคนตายมากมายซึ่งรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้า คนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ตนจึงคิดอย่างเดียวว่า ให้ตัวเองตายคนเดียวดีกว่าให้คนอื่นตาย จากนั้นจึงตัดสินใจนำถังน้ำที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่คิดว่าติดระเบิดนำวิ่งไปตั้งไว้ที่ลานจอดรถให้ห่างฝูงชน แล้วรีบเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเก็บกู้ทันที  ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ล่าสุดทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรมและธุรกิจบันเทิง ในพื้นที่ป่าตองร่วมใจกันมอบเงินเป็นขวัญและกำลังใจให้ กับ “รปภ.กำธร” ฮีโร่หยิบระเบิด ยอดรวมตอนนี้เป็นจำนวนเงิน 80,000 บาท นอกจากนี้ นายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้เลขานุการ ติดต่อประสานงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต  ให้ติดต่อ นาย กำธร เกตุแก้ว พนักงานรักษาความปลอดภัย ตลาดไชน่าทาวน์ป่าตอง  เพื่อชื่นชมและเตรียมยกย่องเป็นคนดีศรีกระบี่เป็นที่เรียบร้อย  เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญ หรือฮีโร่ของจังหวัดกระบี่ แม้ว่าจะไปทำหน้าที่ พนักงานรักษาความปลอดภัย ที่จ.ภูเก็ตก็ตาม และนับว่า เป็นฮีโร่คนที่ 2 รองจากนายชัช อุบลจินดา ที่เคยช่วย นักท่องเที่ยวสองสามีภรรยา ชาวต่างประเทศที่ติดหล่มโคลนบริเวณคลองกระบี่

ที่มา>>>ข่าวสด

สลดใจ! แม่วัย 70 ปีโดนลูกสาวในไส้ไล่ออกจากบ้าน-คืนนี้ยังไม่มีที่ซุกหัวนอน

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 ส.ค. เฟซบุ๊กของนายพีรพงค์ ผลประมูล นายกสมาคมสื่อมวลชนภูเก็ต ได้เสนอเรื่องราวกรณีนางพรรณ (นามสมมติ) ที่ได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่าถูกลูกสาวแท้ ๆ ที่เลี้ยงดูมาตั้งเเต่เกิดไล่ออกจากบ้านเนื่องจากไม่พอใจ  โดยนายพีรพงค์ระบุว่า คืนนี้นางพรรณยังไม่รู้จะนอนที่ไหน หลังได้เดินทางไปดูยังบ้านดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายในซอยวิชิตสงครามซอย 1 อ.เมืองภูเก็ต ก็พบว่าเสื้อผ้าของตนนั้นถูกลูกนำมาแขวนไว้หน้าบ้านและล็อคประตูบ้านไม่สามารถเข้าบ้านได้

นายพีรพงค์จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นางสุพัตรา (ขอสงวนนามสกุล) บุตรสาวว่าสาเหตุใดจึงไล่แม่ที่ชราออกจากบ้าน ก็ได้รับคำตอบว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” และให้ไปถามชาวบ้านดูเอง  หลังจากนั้นนายพีรพงค์จึงได้ไปถามร้านดอกไม้ ซึ่งอยู่ปากซอยว่านางพรรณมีปัญหาอะไรหรือไม่ ทางเจ้าของร้านดอกไม้บอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร เเละทางร้านเองก็สงสารเคยให้มาร้อยพวงมาลัยที่ร้านเป็นประจำ

โดยนางพรรณเล่าว่าตนเองมีลูก 4 คน ลูกอีกคนทำงานที่เเห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ยอมเลี้ยงดู เวลาโทรไปหาก็จะถูกด่าตลอด อย่างไรก็ตาม นายพีรพงค์กล่าวทิ้งท้ายว่าเป็นเรื่องเศร้าของคนเป็นแม่ที่ถูกลูกแท้ทิ้งขว้าง วอนหน่วยงานของรัฐเข้าไปให้การช่วยเหลือ

ที่มา>>>ข่าวสด

หมอเปรม เตรียมเข้าแจ้งความกลับนักข่าว ฐานบุกรุกห้องทำงานนายกเทศมนตรี

14695850951469605444lจากกรณีมีการเผยแพร่ภาพข่าวในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพบุคคลหน้าคล้ายนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต ส.ส.ขอนแก่น นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ในพิธีแต่งงานกับหญิงสาวชั้น “ม.5” นั้น ทำให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปติดตามทำข่าว เพื่อสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจากนพ.เปรมศักดิ์ ที่สำนักงานเทศบาลเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เนื่องจากไม่สามารถติดต่อ นพ.เปรมศักดิ์ ได้ ซึ่งเกิดเหตุการณ์กักตัวนักข่าวไว้ภายในสำนักงานตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเฟซบุ๊ก ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ได้ลงภารกิจประจำวัน โดยระบุว่า “เนื่องจากในแต่ละวัน มีพี่น้องมิตรสหายจำนวนมาก ตลอดทั้งสื่อสารมวลชน ได้ติดต่อผมเข้ามาทุกช่องทางการสื่อสาร ซึ่งผมก็พยายามสนองตอบอย่างเต็มที่ แต่หลายครั้งก็พลาดการติดต่อสื่อสาร เนื่องจากในแต่ละวันผมมีภารกิจรับใช้พี่น้องประชาชนรัดตัวมาก จึงขอแจ้งกำหนดการในแต่ละวันเพื่อทราบ และกราบขออภัยในความไม่สะดวกดังนี้ครับ08.00น. เข้าแถวเคารพธงชาติ ไหว้พระสวดมนต์ และแผ่เมตตา อันเป็นกิจวัตรทุกวันของเทศบาลเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ที่ผมได้ริเริ่มให้มีขึ้นนับแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 มกราคม2557เป็นต้นมา

08.30 น. เดินทางไป สภ.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อสื่อสารมวลชน ฐานบุกรุกห้องทำงานนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่และหน่วงเหนี่ยวบีบคั้นกดดันเพื่อขอข่าวซึ่งไม่มีสาระประโยชน์ใดต่อสาธารณชน อันมีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคล แทนที่จะเปิดโอกาสให้ได้ทำงานบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สาธารณะและบริการประชาชนที่รอรับการบริการอยู่ เป็นการตัดโอกาสที่ประชาชนผู้ประสบปัญหาเดือดร้อนต่างๆจะเข้าถึงบริการสาธารณะของภาครัฐ

ที่มา>>>ข่าวสด

‘ยิ่งลักษณ์’มีของขวัญพิเศษให้วันเกิด‘ทักษิณ’ พี่ชายที่รักเปรียบเสมือนพ่อ

 วันที่ 25 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใกล้ถึงวันเกิด นายทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ในวันที่ 26 ก.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพคู่กับพี่ชาย พร้อมข้อความในเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ว่า
“พรุ่งนี้(26 ก.ค 2559)จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่ชายที่ดิฉันรักและเปรียบเสมือนคุณพ่อ ดิฉันมีของขวัญพิเศษจะมอบให้ท่าน ขอเชิญชวนทุกท่าน มาร่วมอวยพรวันเกิดท่านที่เพจนี้ ในวันพรุ่งนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 นเป็นต้นไปนะคะ ขอบคุณค่ะ”

โดยเริ่มมีคนเข้ามาอวยพรวันเกิดให้อดีตนายกฯ ทักษิณ กันตั้งแต่วันนี้แล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

อ.เผ่าทอง งง ตำรวจท่องเที่ยวจับไกด์สาวแต่งกายผิดระเบียบ หลังใส่ผ้าไทย!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.เผ่าทอง ทองเจือ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมชื่อดัง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังได้รับการร้องเรียนว่า ตำรวจท่องเที่ยวได้จับกุมไกด์สาว ข้อหาแต่งกายผิดระเบียบ โดยระบุว่า “กราบเรียนฯพณฯนายกรัฐมนตรี ฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว  เนื่องจากผมได้รับข้อความร้องเรียนจากมัคคุเทศก์สตรี ทางภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ว่าถูกตำรวจท่องเที่ยวจับ ในข้อหาแต่งกายผิดระเบียบของมัคคุเทศก์ ซึ่งระเบียบการแต่งกายของมัคคุเทศก์ในปัจจุบันนี้ มีความลักลั่นอยู่เป็นอันมาก ขัดต่อนโยบายของฯพณฯนายกรัฐมนตรีในอันที่จะส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย และการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งทางฯพณฯรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้สนองนโยบายของฯพณฯนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มแข็งด้วยดียิ่งเสมอมาจนปัจจุบันมีคนไทยสนใจเข้าร่วมการแต่งกายด้วยผ้าไทย ผ้าทอมือ และชุดไทยในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนเพิ่มมาก เป็นผลจากนโยบายของฯพณฯนายกรัฐมนตรีและฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แต่ด้วยข้อกฏหมายที่ล้าสมัยของตำรวจท่องเที่ยว ทำให้นโยบายของฯพณฯท่านทั้งสองไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างเต็มที่ตามเป้าหมาย กระผมใคร่กราบขอความกรุณาต่อฯพณฯท่านทั้งสองได้โปรดบูรณาการนโยบายนี้ร่วมกับฯพณฯรัฐมนตรีว่าการการท่องเที่ยวด้วย เพราะพรบ.นี้ออกมานานมากแล้ว และยังไม่ได้รับการปรับปรุง และเป็นจุดอ่อนต่อนโยบายของฯพณฯท่านสามครับผมขอยกพรบ.ดังกล่าวมาให้ฯพณฯท่านได้ทราบครับ……
…..ระเบียบการ พรบ.ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ 2557 หมวด 3 มาตรา66 และ ระเบียบคณะกรรมการธุระกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์2556 หมวด 2 ข้อ 8 กำหนดให้ :
“มัคคุเทศก์ต้องแต่งกายสุภาพ ดังต่อไปนี้ :
1) สวมเสื้อมีปก และชายเสื้ออยู่ในกางเกง เว้นแต่เสื้อตามธรรมเนียมประเพณี
2)กางเกงขายาว หรือกระโปรง
3)รองเท้าหุ้มส้น

ที่มา>>>ข่าวสด

ทนายโพสต์เฟซบุ๊กภาพ “หญิงไก่” แจกทองเส้นใหญ่ให้คนติดตาม

จากกรณีอดีตลูกจ้างเข้าร้องทุกข์กองปราบฯ หลังถูกนางมณตา หรือหญิงไก่ หยกรัตนกาญ อดีตนายจ้าง แจ้งความดำเนินคดีลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีลูกจ้างที่ถูกแจ้งความลักษณะเดียวกันอีกหลายราย ล่าสุดตำรวจกองปราบฯ แจ้งเอาผิด 3 ข้อหา คือ แจ้งความเท็จ พยายามค้ามนุษย์ และความผิด ม.112 ก่อนนำตัวส่งศาลและไม่ได้ประกันตัว พร้อมเตรียมฟันเพิ่มอีก 10 คดี และสั่งสอบตำรวจยศ “ร.ต.ท. และอีก 5 นายตำรวจ สน.ประชาชื่น ที่ทำคดีและอาจเข้าไปเกี่ยวข้อง อีกทั้งแฉมีผู้สูญหายอีก 2 คน เป็นคนขับรถและเศรษฐินีเมืองอุดรธานี อดีตแม่บ้านซัดแอบอ้างเบื้องสูงหลายครั้ง ล่าสุดนายสมบัติ ขันหิน พี่ชายของนายสุนทร ขันหิน หรือโก้ อายุ 38 ปี ชาว จ.ลพบุรี อดีตคนขับรถของหญิงไก่ที่หายตัวไป เข้าพบพล.ต.ต. ชาญ วิมลศรี รรท.ผบก.ป. เพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ หลังนายโก้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่ปี 2555 ตามที่เคยเสนอข่าวไปนั้น เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ โพสต์ภาพและข้อความลงเฟซบุ๊ก “สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์” โดยเป็นภาพหญิงคนหนึ่งกำลังมอบสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ให้กับคนหลายคน พร้อมข้อความระบุว่า “อ่ะ!!เอาไปคนละเส้นๆๆๆจากหญิงไก่และภาพเด็กสาว!!! ..ภาพขณะหญิงไก่แจกสร้อยคอคนละเส้นๆ (เกือบแท้) …ภาพเด็กหญิงสาวชาวเขา!!! คำเตือน!!! กรณีผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือมีพฤติการณ์ข่มขู่พยาน หรือ คดีมีอัตราโทษสูง หรือพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว หรือไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ ไม่มีอาชีพประกอบกิจการงานที่มั่นคง หรือคดีที่มีลักษณะการกระทำเป็นองค์กรอาชญากรรมฯหรือกระบวนการอาจย่อมเป็นเหตุที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวได้ !!!!!!!”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาหญิงไก่เวลาไปไหนมาไหนจะมอบสร้อยคอทองคำให้คนติดตามคนละ 2 บาท ซึ่งคนที่เคยรับสร้อยคอทองคำดังกล่าวไป เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นทองปลอมทั้งหมด รวมทั้งร้านทองที่จ.นครสวรรค์ ก็ได้รับจำนำทองปลอมไปเช่นเดียวกัน ก่อนเจ้าของร้านทองจะไปลงบันทึกประจำวันไว้

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวพิษณุโลก จวกยับ ช่างขึ้นเหยียบองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช รุดขอขมา

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสังคมออนไลน์ของชาวพิษณุโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเฟซบุ๊กพิษณุโลกบ้านเรา ได้โพสต์ภาพ และข้อความที่สร้างความไม่สบายใจให้กับชาวพิษณุโลกเป็นอย่างมาก เป็นภาพองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีผู้ชาย 3 คน กำลังดำเนินการวัดขนาดหลวงพ่อพระพุทธชินราช  ซึ่งชายคนหนึ่งได้ขึ้นไปยืนบนแขนของหลวงพ่อ และใช้ไม้วัดบริเวณหน้าหลวงพ่อ  และชายอีก 2 คนอยู่ด้านหน้าองค์พระ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างมาก  เนื่องจากหลวงพ่อพระพุทธชินราชเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิของคนพิษณุโลกและทั้งประเทศ  ส่วนการจะดำเนินการวัดขนาดหรือบูรณะใดๆ สมควรจะต้องใช้นั่งร้านหรือตั้งอุปกรณ์ตั้งรอบองค์พระพุทธชินราช ไม่ใช่ขึ้นไปเหยียบองค์เช่นนี้ และในโลกออนไลน์ของชาวพิษณุโลกต่างประณามการกระทำดังกล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการขอขมาต่อพระพุทธชินราช14675970051467597346lทั้งนี้ หลังทางวัดใหญ่ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เกิดความรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก การดำเนินการดังกล่าว เป็นการกระทำโดยพละการ และไม่สมควร ของช่างโรงหล่อพระเอกชนในพิษณุโลก ที่ช่างได้ปีนขึ้นไปเพื่อวัดขนาดของหลวงพ่อพระพุทธชินราช การดำเนินการดังกล่าว มาจากดำริของเจ้าอาวาสวัดใหญ่ ที่จะสร้างองค์พระพุทธชินราชองค์จำลอง หล่อด้วยทองแดง ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อนำไปประดิษฐานที่วิทยาสงฆ์พระพุทธชินราช และได้ว่าจ้างโรงหล่อพระเอกชนให้มาดำเนินการ  เป็นช่วงค่ำของวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเวลาก่อนวิหารหลวงพ่อจะปิด ช่างได้เข้ามาและบอกกับผู้เฝ้าวิหารว่า จะมาวัดขนาดองค์หลวงพ่อตามดำริของเจ้าอาวาส จากนั้นก็ดำเนินการวัดขนาด และมีมีการปีนขึ้นไปที่องค์พระ ซึ่งโดยปกติของการดำเนินการบูรณะองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชนั้น จะต้องสร้างใช้นั่งร้าน ตั้งโดยรอบองค์หลวงพ่อ โดยจะไม่มีกระทำการอย่างนี้อย่างเด็ดขาดหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทำให้ชาวพิษณุโลกและผู้คนทั่วไป ได้ตำหนิการกระทำที่ยากจะให้อภัย เหมือนเหยียบหัวใจของพุทธศาสนิกชน เนื่องจากทราบอยู่แล้วว่า พระพุทธชินราชเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กราบไหว้ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนพิษณุโลก  หลังกระแสฮือไม่พอใจที่คนของทางโรงหล่อกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง กระจายไปทั่วจนความไม่พอใจเกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนจำนวนมาก เป็นเหตุให้ทางโรงหล่อมาทำพิธีขอขมาภายหลัง เพื่อลดกระแสดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ทำให้ผู้คนพุทธศาสนิกชนพอใจอยู่ดี เพราะถือว่าเป็นการแก้ตัว เนื่องจากสามัญสำนึกต้องรู้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิของคนไทยทั้งประเทศที่กราบไหว้บูชา

ด้านนายขวัญทอง สอนศิริ ที่ปรึกษาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ อาจารย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ เป็นผู้มีความรู้และสนใจในประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ในเรื่องนี้ตนไม่เกี่ยวข้องเป็นความผิดพลาดด้านการดำเนินการ ซึ่งโดยปกติการจะปีนองค์พระพุทธชินราช ต้องมีการต่อม้านั่งเพื่อปีนขึ้นไป หรือใช้บันไดปีนจากทางด้านหลังองค์พระ โดยจะมีการปิดประตูห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยเด็ดขาดเป็นการทำภายใน ส่วนใหญ่จะทำหลังจากพระสงฆ์ทำวัดเสร็จหลังเวลา 21.00 น. ก่อนขึ้นบุคคลที่ปีนขึ้นไปจะต้องมีการกราบไหว้ขอขมาเรียบร้อยก่อน

“ตนเข้าใจว่าประชาชนที่กราบไหว้องค์หลวงพ่อเห็นภาพตอนยืนเหยียบองค์พระพุทธชินราช จนทำให้รับไม่ได้ และมีเสียงวิจารณ์มากมาย ซึ่งการขึ้นไปวัดองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชเพื่อหล่อองค์จำลองรายละเอียดของพระพักตร์ (ใบหน้า) พระกัณฑ์ (หู) ไม่มีการทำรายละเอียดไว้ มีเพียงขนาดองค์พระพุทธชินราชโดยรวมก็เลยขออนุญาตยาม ว่าทางวัดให้ขึ้นไปวัดขนาดองค์พระพุทธชินราช โดยไม่ได้นุ่งขาวห่มขาว ทำพิธีกรรมมีเครื่องบูชา หรือปีนบันไดปีนขึ้นไปวัดขนาดองค์พระตามต้องการ ขณะที่ประชาชนที่มากราบไหว้มองเห็นความไม่เหมาะสมก็ถ่ายรูปลงแชร์ในโลกโซเชียล ขณะนี้ทางเลขาส่วนตัวเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้ชี้แจ้งกรณีดังกล่าวแล้วทางวัดยอมรับว่าพลาดไป ด้านหน้าองค์พระเป็นพื้นที่สงวนที่ต้องห้าม ต่อไปคงต้องระมัดระวังมากกว่านี้”นายขวัญทอง กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดสลด!หนุ่มง้อเมียไม่สำเร็จบีบคอดับคาที่นอน คว้าปืนจ่อยิงตัวตายตาม ทิ้งลูกน้อยเป็นเด็กกำพร้า

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พ.ต.อ.นิวัติ มาตะราช ผกก.สภ.ด่านช้าง ร.ต.อ.อนิวัตร สุบงกช พนักงานสอบสวนสภ.ด่านช้าง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภจว.สุพรรณบุรี แพทย์เวรโรงพยาบาลด่านช้าง และ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิเสมอกันสุพรรณบุรี ได้รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ภายในบ้านแห่งหนึ่งใน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี โดยที่เกิดเหตุ พบศพชาย หญิง สภาพนอนหงายเสียชีวิตอยู่บนที่นอนภายในห้อง ทราบชื่อต่อมาคือนายธานินทร์ อินทร์กุล ชาวอ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี อายุ 31 ปี และน.ส.อรนุช กาฬภักดี อายุ 29 ปี ชาวอ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน โดยในที่เกิดเหตุพบปืนปากกา 1 กระบอก พร้อมปลอกกระสุนปืนหล่นอยู่ข้างตัว เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้ตรวจสอบ ด้าน พ.ต.อ.นิวัติ มาตะราช ผกก.สภ.ด่านช้าง กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามจากญาติผู้เสียชีวิตและตรวจสอบในที่เกิดพบว่า ฝ่ายชายมีอาชีพเป็นผู้รับจ้างทั่วไป  และทำงานอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนฝ่ายหญิงก็ทำงานรับจ้างทั่วไป อาศัยอยู่ที่บ้านของตนเองมีลูกด้วยกัน 2 คน คนโต อายุ 8 ขวบ คนเล็กอายุ 4 ขวบ ซึ่งฝ่ายชายนั้นเป็นคนอารมณ์ร้อน  และเป็นคนขี้หึง ประกอบกับภรรยามีรูปร่างหน้าตาดี

ที่ผ่านมาจึงคอยห้ามไม่ให้ฝ่ายหญิงเล่นโทรศัพท์ ทั้งเล่นเฟซบุ๊กหรือแชทไลน์เนื่องจากหึงหวง จึงทำให้ทั้งคู่มักมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ และเลิกรากันมาแล้วหลายรอบ จนล่าสุดวันนี้ฝ่ายชายได้เดินทางกลับมาบ้าน และคงจะมาของ้อคืนดีภรรยา แต่ไม่สำเร็จ จึงเกิดมีปากเสียงทะเลาะกัน จึงคาดว่าฝ่ายชายน่าจะลงมือก่อเหตุทำร้ายฝ่ายหญิงและบีบคอจนเสียชีวิต เนื่องจากพบว่าบริเวณรอบลำคอของฝ่ายหญิงมีรอยเขียวช้ำ จากนั้นฝ่ายชายก็คงใช้ปืนปากกายิงตัวเองตายตาม นอนเสียชีวิตอยู่ข้างศพภรรยา ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของญาติพี่น้อง ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำศพทั้งคู่ส่งพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช เพื่อตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด