ว่าที่เจ้าสาว จ.อุดรธานี กินยาเสริมความงามเกินขนาดช็อกดับก่อนแต่ง

ว่าที่เจ้าสาว

ว่าที่เจ้าสาววัย 27 ปี พบรักหนุ่มมาเลเซีย เตรียมตัวแต่งงานอีก 2 เดือนข้างหน้า กินยาประเภทเสริมความงามเกินขนาดประกอบกับมีโรคประจำตัว ดับคาที่ในบ้านพัก พ่อ-ว่าที่เจ้าบ่าวมาเจอศพ กอดคอร้องไห้โฮ ญาติไม่ติดใจการตาย

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ร.ต.อ.บุญเลิศ รัตนเมือง รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ที่บ้านเลขที่ 40/2 ซอยโนนพิบูลย์ 3 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และมูลนิธิอุดรส่งเสริมธรรม รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ที่ห้องนอนชั้น 2 พบศพ น.ส.ปนัดดา โสมมนัส อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 12 ต.ขอนยูง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี นอนหงายเสียชีวิตอยู่พื้นห้องนอนน้ำลายฟูมปากในห้องนอน สภาพศพสวมเสื้อกล้ามสีเขียว สวมเพียงกางเกงในสีดำ ตามตัวพบรอยเขียวช้ำทั่วร่างกาย ที่หัวเตียงพบยาเสริมความงามทำให้ผิวขาว ยาลดความอ้วน และยารักษาโรคหอบหืด

จากการชันสูตร ตามร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย แพทย์ระบุเสียชีวิตมาประมาณ 5 ชั่วโมง ที่บริเวณร่างกายที่เป็นรอยช้ำเนื่องจากปฏิกิริยาของเลือด ในเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุ การกินยาหรือใช้ยาเสริมความงามเกินขนาด อีกทั้งผู้ตายมีโรคประจำตัวหอบหืด จึงทำให้ช็อกจนเสียชีวิต โดยแพทย์ได้ฝากเตือนผู้มีโรคประจำตัว ควรเลี่ยงการใช้ยาเสริมความงามประเภท ยากลูต้า หรือยาที่มีผลต่อโรคประจำตัว ซึ่งเป็นอันตรายอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

สอบสวนนายอรศรี โสมมนัส อายุ 55 ปี พ่อของผู้ตาย ให้การว่า ลูกสาวเคยไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และได้พบรักกับหนุ่มมาเลเซีย จึงได้กลับมาอยู่บ้าน และทำงานเป็นพนักงานร้านขายทองแห่งหนึ่งใน เขตเทศบาลนครอุดรธานี และอีก 2 เดือนข้างหน้าผู้ตายจะแต่งงานกับแฟนหนุ่ม แต่ลูกสาวมีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด ต้องกินยารักษามาตั้งแต่เด็ก ตนและภรรยาก็จะแวะเวียนมาหาลูกสาวเป็นประจำ

“เมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ตายมีเรื่องไม่เข้าใจและทะเลาะกับแฟนหนุ่ม ทำให้แฟนไปนอนที่โรงแรม วันนี้ผมเดินทางมาเพื่อจะมาเยี่ยมลูกสาวและมาคุยเรื่องเตรียมหาวันแต่งงาน เมื่อผมมาถึง เห็นบ้านเปิดอยู่แต่เรียกลูกสาวไม่มีเสียงตอบ จึงเดินเข้ามาเคาะห้องแต่ลูกสาวไม่เปิดตนจึงพังประตูเข้ามา พบว่าลูกสาวนอนเสียชีวิต ที่พื้นห้องนอน” นายอรศรี กล่าว

ในขณะที่ตำรวจกำลังตรวจสอบในที่เกิดเหตุ แฟนหนุ่มผู้ตายทราบข่าวและเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ได้โผเข้ากอดกับนายอรศรี ว่าที่พ่อตาและร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ ก่อนที่จะก้มลงไปจูบหน้าผากแฟนสาว ซึ่งญาติไม่ได้ติดใจในการเสียชีวิต ตำรวจจึงมอบศพให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ที่มา>>>Thairath

‘ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด สูตร ผบ.เรือนจำชุมพร’ สอนผู้ต้องขังนำไปทำอาชีพ หลังพ้นโทษ

ผบ.เรือนจำ

ฮือฮา “ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดสูตร ผบ.เรือนจำชุมพร” ใช้ฝึกสอนผู้ต้องขังนำไปประกอบอาชีพได้จริงหลังรับอิสรภาพ ป้องกันการทำผิดซ้ำ โดยขายให้กับญาตินักโทษ และ ปชช.ทั่วไป ราคา 30 บาท ยอดขายวันละ 200-300 ชาม…

วันที่ 22 มี.ค. 59 นายกรีฑา แก้วเทศ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชุมพร นำผู้สื่อข่าวชมการสอนทำก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด “สูตร ผบ.เรือนจำ” ในการฝึกอาชีพให้กับนักโทษที่ใกล้ได้รับการปล่อยตัว เพื่อนำไปประกอบอาชีพสร้างฐานะเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวไม่ให้ออกไปกระทำความผิดซ้ำอีก ซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวสูตรเด็ดรสชาติอร่อยเฉพาะของ ผบ.เรือนจำชุมพร ที่กำลังได้รับความนิยมและขายดีอย่างมาก มีทั้งญาติๆ นักโทษ และประชาชนทั่วไปสั่งรับประทานกันจำนวนมาก

นายกรีฑา กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะคดียาเสพติด พล.อ.ไพบูลย์ รมว.กระทรวงยุติธรรม ได้มอบนโยบายภายใต้ ก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงราชทัณฑ์ เพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปแล้วทำผิดซ้ำอีก มีทั้งการฝึกเรื่องระเบียบวินัย การนั่งสมาธิฝึกจิตใจ และฝึกสอนอาชีพให้นำไปใช้หลังพ้นโทษ ที่ผ่านมาเห็นว่าในเรือนจำมีการฝึกอาชีพนักโทษ อาทิ ช่างยนต์ ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ ปรากฏว่าเมื่อผู้ต้องขังออกไปแล้วไม่ค่อยมีงานทำ เพราะผู้ประกอบการต่างๆ มีลูกจ้างอยู่แล้ว และหากจะเปิดร้านเองก็ต้องใช้ทุนสูง เครื่องมือราคาแพงไม่มีเงินลงทุน เมื่อว่างงานมีหลายรายไปกระทำความผิดซ้ำขึ้นมาอีก

ตนเป็นคนจังหวัดปทุมธานี เป็นแหล่งที่ขายก๋วยเตี๋ยวมากและอร่อยที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวรังสิต ซึ่งตนเองก็ชอบกินก๋วยเตี๋ยวจนสามารถทำก๋วยเตี๋ยวกินเองได้ เมื่อตนมารับราชการเป็น ผบ.เรือนจำชุมพร จึงมีความคิดว่า ควรจะนำมาเปิดสอนให้กับผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษออกไปให้ได้ประกอบอาชีพ เพราะสามารถทำได้เลย เนื่องจากลงทุนต่ำ ซึ่งที่ผ่านมามีนักโทษหลายรายนำไปประกอบเป็นอาชีพจนขายดีมีลูกค้ามาอุดหนุนจำนวนมาก ทำให้ไม่หวนกลับไปทำความผิดซ้ำอีก นอกจากสูตรการทำก๋วยเตี๋ยวแล้วตนยังมีการสอนสูตรทำเป็ดและไก่ต้มพะโล้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดสามารถนำออกไปประกอบอาชีพขายได้ทันที

นายกรีฑา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันได้ให้นักโทษทำขายอยู่ในเรือนจำราคาถ้วยละ 30 บาท ซึ่งแต่ละวันจะมีญาติๆ ผู้ต้องขัง นักโทษและประชาชนทั่วไปมาซื้อกินและซื้อไปฝากญาติที่บ้านกันจำนวนมาก จนขายได้วันละ 200-300 ชาม เรียกว่าทำกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว เพราะก๋วยเตี๋ยวที่นี่ไม่มีการใส่ผงชูรส วัตถุดิบและผักทุกชนิดปลอดสารพิษ ซึ่งผู้ต้องขังปลูกเองทั้งหมด.

ที่มา>>>Thairath

รถทัวร์พุ่งขึ้นชานชาลาขนส่งลำปาง คาดโชเฟอร์เข้าเกียร์ผิด เจ็บ 5 ราย

 * รถทัวร์พุ่งขึ้นชานชาลาขนส่งลำปาง คาดโชเฟอร์เข้าเกียร์ผิด เจ็บ 5 ราย *

รถทัวร์ บขส ลำปาง

รถทัวร์พุ่งขึ้นชานชาลาขนส่งลำปาง ผู้โดยสารเจ็บ 5 เก้าอี้พังเละ
เผยจอดรถจะลงไปบันทึกเวลา แต่ไปปลดเบรกมือ และเกียร์อยู่ในตำแหน่งไดรฟ์ ทำให้รถพุ่งชนดังกล่าว

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 ที่สถานีขนส่งจังหวัดลำปาง เกิดเหตุรถโดยสารพุ่งชนชานชาลา จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ได้เข้ามาตรวจสอบพบว่า จุดเกิดเหตุอยู่ที่ชานชาลาที่ 4 มีรถทัวร์ของบริษัท ขนส่ง จำกัด ยี่ห้อ วอลโว่สีเทา-ฟ้า ป้ายทะเบียน 15-3002 กรุงเทพมหานคร หมายเลขข้างรถ ม.4 (ข)/9-1045 กรุงเทพฯ คลองลาน อยู่บนชานชาลา เก้าอี้นั่งเสียหายไปทั่ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส

ด้านนายพงษ์เทพ แก้วสนธิ วัย 49 ปี พนักงานขับรถคันดังกล่าว เปิดเผยว่า ได้ขับพาผู้โดยสาร 17 คน มาจากเชียงใหม่ และจอดรับผู้โดยสารที่ลำปางอีก 9 คน เมื่อขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ ก็ได้ติดเครื่องยนต์เอาไว้ ลงจากรถไปบันทึกเวลาในสำนักงานประมาณ 3 นาที พอกลับมาที่รถแล้วเปิดประตูรถสักพัก รถที่เป็นเกียร์ออโต้ได้ไหลขึ้นไปบนชานชาลาจนได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่า รถทัวร์เป็นเกียร์ออโต้ คนขับรถปลดเบรกมือและอาจจะเข้าเกียร์ผิดหรือมือไปโดนเกียร์จึงอยู่ตำแหน่งไดรฟ์ รถจึงพุ่งไถลขึ้นชานชาลาดังกล่าว

เบื้องต้นตำรวจได้นำตัวนายพงษ์เทพ ตรวจร่างกายหาสารเสพติด วัดระดับแอลกอฮอล์ ก่อนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Note lampang

จวกยับ สาวไทยลงไปถ่ายรูปบนรางรถไฟที่ญี่ปุ่น ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎ-อาจถูกตำรวจจับ

 * จวกยับ สาวไทยลงไปถ่ายรูปบนรางรถไฟที่ญี่ปุ่น ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎ-อาจถูกตำรวจจับ *

สาวไทยลงไปถ่ายรูปบนรางรถไฟที่ญี่ปุ่น

ชาวเน็ตจวกนักท่องเที่ยวสาวชาวไทย ลงไปโพสท่าถ่ายรูปบนรางรถไฟที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎระเบียบแต่ก็ยังฝ่าฝืน ชี้อย่าทำตาม อาจถูกตำรวจสอบปากคำและถูกตั้งข้อหาได้

เป็นอีกเรื่องที่ขณะนี้โลกออนไลน์กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ที่ล่าสุด (21 มีนาคม 2559) เพจเฟซบุ๊ก I Love Japan Tours – ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์ไพรเวท ทัวร์วีไอพี ได้โพสต์ภาพของนักท่องเที่ยวสาวชาวไทยคนหนึ่งที่ลงไปยืนโพสท่าถ่ายรูปบนรางรถไฟของประเทศญี่ปุ่น ทั้งที่การกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดกฎระเบียบของประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก พร้อมกับระบุทิ้งท้ายเตือนคนไทยที่กำลังจะไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นว่า “อย่าทำตาม เพราะอาจถูกตำรวจสอบปากคำและถูกตั้งข้อหาได้

สาวไทยลงไปถ่ายรูปบนรางรถไฟที่ญี่ปุ่น

อย่างก็ตาม หลังจากเรื่องดังกล่าวเผยแพร่ออกไปทำให้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น ตำหนิการกระทำของหญิงสาวคนดังกล่าวจำนวนมาก นอกจากนี้บางส่วนยังระบุว่า หญิงสาวคนดังกล่าวเคยไปประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งและรู้ว่าการทำเช่นนี้ผิดกฎ ระเบียบแต่ก็ยังทำ ส่งผลให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับที่คนไทยมองทัวร์จีน

ภาพและข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก I Love Japan Tours – ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์ไพรเวท ทัวร์วีไอพี

ครอบครัวเหยื่อเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด ยังหวังความยุติธรรมมีจริง ชี้สังคมจับตาหนัก

 * ครอบครัวเหยื่อเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด ยังหวังความยุติธรรมมีจริง ชี้สังคมจับตาหนัก *

เหยื่อเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด

ครอบครัวเหยื่อเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด ยังหวังความยุติธรรมมีจริง ชี้ สังคมจับตาการทำหน้าที่ตำรวจ พร้อมเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานเพลิงศพ แม้ไม่ได้รับราชการ

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ workpointtv.com รายงานว่า ที่วัดวันยาวบน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศพนายกฤษณะ ถาวร (โต้ง) วัย 32 ปี นักศึกษาปริญญาโทที่ถูกรถเบนซ์ชนเสียชีวิต ได้มีญาติ พี่น้อง คนรู้จัก มาร่วมงานศพแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมา

ด้านนางนงครัตน์ รุ่งแสง น้องสายผู้ตาย ได้กล่าวว่า ตนเองเชื่อว่าความยุติธรรมยังมีอยู่จริง และหวังว่าตำรวจไทยจะสามารถเป็นที่พึ่งแก่ประชาชนได้ ทั้งนี้ มองว่า สังคมได้จับตามองการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าจะตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก

เหยื่อเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด

ใน ส่วนประเด็นของการพระราชทานเพลิงศพให้พี่ชายเป็นกรณีพิเศษ เพราะครอบครัวไม่ได้รับราชการ ก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ซึ่งพี่ชายนั้น ขณะมีชีวิตก็ได้อุทิศตนและช่วยเหลือการกุศลมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคมนี้ เวลา 13.00 น. จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ขอเชิญญาติร่วมงานตามวันเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

ภาพและข้อมูลจาก เว็บไซต์ workpointtv.com

บิ๊กตู่ แนะดูซีรีส์ Descendants of the Sun กระตุ้นรักชาติ อยากให้ของไทยมีบ้าง

 * บิ๊กตู่ แนะดูซีรีส์ Descendants of the Sun กระตุ้นรักชาติ อยากให้ของไทยมีบ้าง *

Descendants of the Sun

นายกฯ แนะดูซีรีส์เกาหลี Descendants of the Sun ชมสอดแทรกเรื่องความรักชาติ เสียสละ ติงพระเอกหน้าอ่อนเกินไป แนะละครไทยทำแบบนี้บ้าง จะให้ทุนสร้าง

วันที่ 17 มีนาคม 2559 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยในตอนหนึ่ง นายกฯ ได้กล่าวถึงซีรีส์เกาหลีเรื่องดัง Descendants of the Sun ผลงานเรื่องล่าสุดของพระเอกหน้าใส ซงจุงกิ กับนางเอกสาว ซองเฮเคียว ซึ่งกำลังฮอตฮิตติดลมบนอยู่ขณะนี้ว่า มีเนื้อหาสอดแทรกความรักชาติ พร้อมถาม ทำไมของไทยไม่มีบ้าง ใครจะทำ จะให้ทุนสร้าง

“ใครดูช่อง 232 บ้าง เรื่อง Descendants of the Sun ใครดูยกมือ ไปดูซะ ประมาณสักทุ่ม 50 ถึง 2 ทุ่มกว่า ไม่ใช่ผมเชียร์เขานะ ผมไม่ได้ดูเนื้อหาเท่าไร อันที่ 1 เขาเอามาคือ พระเอกหล่อ นางเอกสวย เบอร์ 1 ของเกาหลี คนดูกันครึ่ก เขาประเมินมาแล้ว เป็นซีรีส์ที่คนดูมากที่สุด เพราะคนที่เป็นแรงดึงดูด เขามาเป็นพระเอกนางเอก พระเอกเป็นทหารยศร้อยเอก ไม่ใช่ว่าผมชอบที่เขาเป็นทหารนะ หน้ามันหล่อ แต่หน้ามันอ่อนเกินไป เด็กมากเลย ร้อยเอก ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ หน้ามันแก่แล้ว ต้องแบกภาระเยอะไง ชีวิตลูกน้องตั้งเท่าไรล่ะ ร้อยกว่าคนน่ะ ตายไม่ได้ ไอ้พวกนี้ร้อยเอกหน้าใสปิ๊งเลย นางเอกเป็นหมอ เจอกันในโรงพยาบาล รักกัน แล้วเสร็จแล้วไปพ่อแง่แม่งอนกันไป

อ่านเพิ่มเติม บิ๊กตู่ แนะดูซีรีส์ Descendants of the Sun กระตุ้นรักชาติ อยากให้ของไทยมีบ้าง

ยัน ออกรางวัลที่ 1 โปร่งใสและถูกต้อง แม้เจอดราม่าฝาตลับเลข 7 เปิดออก

 * ยัน ออกรางวัลที่ 1 โปร่งใสและถูกต้อง แม้เจอดราม่าฝาตลับเลข 7 เปิดออก *

ฝาตลับ รางวัลที่ 1

ยัน ออกรางวัลที่ 1 โปร่งใสและถูกต้อง แม้เจอดราม่าฝาตลับเลข 7 เปิดออก ด้านประธานกรรมการฯ ชี้ ไม่เป็นปัญหาต่อการออกรางวัล จึงอนุมัติให้ดำเนินการต่อ

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์ภาพฝาตลับลูกบอลระหว่างการออกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 มีนาคม 2559 เปิดออกว่า ผลการออกรางวัลเป็นไปด้วยความโปร่งใสและถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ แม้ว่าจะมีฝาตลับหมายเลข 7 หลักร้อยเปิดออกมาระหว่างออกรางวัลก็ตาม แต่สุดท้ายกรรมการทุกท่านบนเวทีก็ได้ยกคันยกเพื่อเสี่ยงเลือกลูกบอลหมายเลขที่ตกลงมารองรับด้วยสภาพสมบูรณ์

ด้านนายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการออกรางวัลสลากฯ ได้ตรวจสอบอุปกรณ์อย่างใกล้ชิด พบว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีปัญหาต่อการออกรางวัล จึงวินิจฉัยว่า การเสี่ยงลูกบอลถูกต้อง การออกรางวัลจึงดำเนินการต่อ และการดำเนินการนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานไอเอสโอ 9001 : 2008 ของกระบวนการ ส่นสาเหตุที่ฝาตลับลูกบอลเปิดนั้น น่าจะเป็นเพราะพนักงานหมุนปิดฝาตลับลูกบอลออกรางวัลไม่สนิทหรือมีการหมุนที่ มีแรงกระแทกมาก

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chuaepan Jadsadaporn‎

เครื่องบินแอร์อินเดีย โดนขู่วางระเบิดบนเครื่อง เร่งลงจอดฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ

 * เครื่องบินแอร์อินเดีย โดนขู่วางระเบิดบนเครื่อง เร่งลงจอดฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ *

เครื่องบินแอร์อินเดีย โดนขู่วางระเบิดบนเครื่อง

เครื่องบินแอร์อินเดีย โดนขู่วางระเบิดบนเครื่อง เร่งลงจอดฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ โดยสายการบินดังกล่าว เป็นเที่ยวบิน AI 332 เดลี-สุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 21.00 น. นางฉฎาณิศา ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการท่าอากาศสุวรรณภูมิ (สายปฏิบัติการ 2) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งผ่านศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศจากสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI 332 จากกรุงเดลี-สุวรรณภูมิ เพื่อขอลงจอดฉุกเฉิน เนื่องจากมีการขู่วางระเบิด ทำให้เวลา 19.10 น. เครื่องบินได้ลงจอด ทั้งที่เวลาจริงต้องลงจอดเวลา 19.20 น.

เครื่องบินแอร์อินเดีย โดนขู่วางระเบิดบนเครื่อง

ต่อมาทางสนามบินได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคยซักซ้อมเอาไว้ จัดเตรียมพื้นที่ให้เครื่องบินลงจอด และลำเลียงผู้โดยสาร 230 คน และเด็กอีก 1 คน ออกจากเครื่องอย่างปลอดภัย จากนั้นก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบ และเก็บกู้วัตถุระเบิดโดยมีเจ้าหน้าที่อีโอดี มาตรวจสอบกระเป๋าทุกชิ้นใต้ท้องเครื่องและบนเครื่องอย่างละเอียด

ด้านนายทินกร ชูวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นการขู่วางระเบิดขณะที่บินอยู่บนเหนือน่านฟ้า เพราะถ้าขู่วางระเบิดครั้งแรก จะไม่มีการนำเครื่องขึ้นจากสนามบินอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในไทยมานานหลายปีแล้ว เจอแต่กรณีที่เครื่องบินไทยขัดข้อง

ภาพจาก ฝ่ายกิจการพิเศษและมวลชนสัมพันธ์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เผยภาพฝูงวัว 200 ตัว วิ่งลืมตายเข้าหาแหล่งน้ำ หลังเจอภัยแล้งหนัก ที่สุพรรณบุรี

 * เผยภาพฝูงวัว 200 ตัว วิ่งลืมตายเข้าหาแหล่งน้ำ หลังเจอภัยแล้งหนัก ที่สุพรรณบุรี *

วัววิ่งหาน้ำ

เผยภาพ วัว 200 ตัวต้องรอด สะท้อนปัญหาภัยแล้งหนัก ฝูงวัววิ่งเข้าหาแหล่งน้ำ ที่ขังในคลอง จ.สุพรรณบุรี ด้วยความกระหาย

ช่วงนี้ประเทศไทยเรากำลังประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก หลายพื้นที่ขาดน้ำในการทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และอุปโภคบริโภค หลายเขื่อนเหลือน้ำน้อยในระดับวิกฤต ต้องปรับแผนการใช้น้ำ ในขณะที่บางพื้นที่ต้องลดการเล่นสงกรานต์ เพื่อประหยัดน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง เช่นเดียวกับที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ตอนนี้น้ำในคลองมะขามเฒ่าอู่ทองแห้งขอด เหลือแอ่งน้ำขังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 คุณจิราพร คำภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ได้โพสต์ภาพฝูงวัวนับร้อยตัว กำลังวิ่งมายังแอ่งน้ำขังในคลอง ที่ จ.สุพรรณบุรี ผ่านเฟซบุ๊ก แป๋ว แว๋ว พร้อมคำบรรยายว่า “วัว 200 ตัวต้องรอด เมื่อวัวเห็นน้ำที่ขังอยู่ในคลองมะขามเฒ่าอู่ทอง ต่างรีบวิ่งเข้าหาแหล่งน้ำด้วยความกระหาย ‪#‎ภัยแล้ง‬” ซึ่งภาพดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาภัยแล้งอย่างหนักในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า น้ำในคลองดังกล่าว ไม่เหลือที่คนสามารถใช้ได้เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร วัวของชาวบ้านต้องลงไปพึ่งน้ำก้นคลองที่เหลืออยู่เป็นหย่อม ๆ เพื่อแก้กระหายและประทังชีวิต ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ ขณะที่คนเลี้ยงเองก็ไม่มีแหล่งน้ำอื่นให้วัวกิน อาหารก็น้อยลง เนื่องจากปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้นั่นเอง

ข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก แป๋ว แว๋ว

ไทยแชมป์! ร้อนสุดในอาเซียน 17-19 มี.ค. กรุงเทพอุณหภูมิสูง เหตุต้นไม้น้อย-ตึกเยอะ

ร้อนสุด

(15 มี.ค.) นาย จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าปีนี้จะยิ่งร้อนกว่าปีก่อน เพราะมีมวลอากาศร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากปกติในรอบ 50 ปี พัดเข้ามาปกคลุม โดยในแผนที่มวลอากาศพบว่า ประเทศไทยจะร้อนที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนในช่วงวันที่ 17-19 มีนาคม นี้

และสิ่งที่น่ากังวลคือ คือมวลอากาศดังกล่าวมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อน หรือ“ฮีตเวฟ” (Heat wave) ได้ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นและร้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเลยทีเดียว ทั้งนี้ คลื่นความร้อนจะเกิดได้เมื่อมีองค์ประกอบ คือ อากาศมีอุณหภูมิร้อนเกิน 42 องศาเซลเซียสติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง มีความชื้นสัมพัทธ์ หรือหน่วยวัดระดับความชื้นในอากาศที่ใช้คำนวณมวลของไอน้ำใน มีค่าเกิน 70%

นายจิรพล กล่าวว่า คลื่นความร้อนจะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับอากาศในพื้นที่ นั้นหรือบริเวณนั้นนิ่งหรือมีการถ่ายเทหรือไม่ โดยกลุ่มที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน คือ เด็กที่ต่ำกว่า 5 ขวบซึ่งระบบระบายความร้อนในร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 70 ปี และผู้ที่มีโรคประจำตัวและโรคบางชนิดที่ระบบระบายความร้อนในร่างกายทำงานบกพร่อง

“ปีที่แล้วเคยเกิดคลื่นความร้อนขึ้นที่อินเดียประชาชนเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนทั่วประเทศกว่า 2,500 คน จนต้องมีการประกาศมาตรการรับมือด้วยการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน จัดเตรียมน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเพิ่มเติม จัดเตรียมที่ พักติดเครื่องปรับอากาศตามสถานที่ต่าง ๆ อนุญาตให้คนงานหยุดพักในช่วงเวลาบ่าย ให้ความรู้แก่เด็กเกี่ยวกับอันตรายของคลื่นความร้อน จัดเตรียมถุงน้ำแข็งและน้ำสำหรับโรงพยาบาล รวมถึงฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญแม่นยำในการสังเกตและวินิจฉัยผู้ที่มีอาการภาวะเครียด จากความร้อน ภาวะร่างกายขาดน้ำ ประเทศไทยเองก็ควรมีการประกาศข้อพึงปฏิบัติที่เป็นการทำงานเชิงรุกและวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันการสูญเสียและควรดำเนินการทันที” นายจิรพลกล่าว

ด้านนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมการวิชาการ ในกรรมการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบเมืองหลวงของทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนแล้ว พบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแทบทุกปี กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์อากาศร้อนที่สุดมาตลอด เพราะสภาพโดยรวม แม้ว่าจะเป็นเมืองกลางทุ่ง ไม่มีภูเขา และอยู่ติดทะเลก็จริง แต่มีปัจจัยอื่นที่ที่ทำให้มีอากาศร้อนกว่าประเทศอื่นๆ เช่นเรื่องของจำนวนสิ่งก่อสร้าง และปริมาณต้นไม้ เช่นเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ที่ตั้งอยู่ในละติจูดที่ใกล้เคียงกัน แต่ฤดูร้อนของทุกปี เมืองหลวงของสิงคโปร์ จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า กรุงเทพมหานครประมาณ 2-3 องศาเซลเซียสเสมอ ประเด็นนี้มีปัจจัยที่สำคัญคือ ประเทศสิงคโปร์ เป็นเกาะเปิด มีลมจากรอบทิศ และมีต้นไม้มากกว่ากรุงเทพมหานครมาก

เมื่อถามว่า ปีนี้ กรุงเทพจะมีอากาศร้อนที่สุด และร้อนกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมาหรือไม่ นายอานนท์ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่ากรุงเทพฯจะมีอากาศร้อนกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีสัญญาณอะไรบอกมากมายนัก อุณหภูมิน้ำทะเลก็ร้อนประมาณนี้ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

“38-39 องศาเซลเซียส สำหรับกรุงเทพ ผมถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่น่าจะถึง 40 องศาเซลเซียส เพราะปัจจัยแวดล้อม ไม่ได้บ่งบอกว่าจะร้อนถึงขั้นนั้น อีกอย่างกรุงเทพฯอยู่ติดทะเล ยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม และมีเมฆ ที่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้อากาศไม่ร้อนมากเกินไป โดยสถิติอากาศในกรุงเทพนั้นสูงสุดอยู่ที่ 43.3 องศาเซลเซียสเท่านั้น ไม่ถึง 44 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม พื้นที่อื่นๆ เช่น จ.กำแพงเพชร ตาก หรือ กาญจนบุรี อากาศน่าจะร้อนถึง 44 องศา” นายอานนท์ กล่าว

ที่มา>>>sanook